Press "Enter" to skip to content

โมร๊อกโก 5 วัน: เมืองจักรพรรดิ & เทือกเขารีฟ

← หน้าหลัก: คู่มือเที่ยวโมร๊อกโก

ทริป 5 วัน กับเส้นทางลูปเล็กๆ ที่จะพาเพื่อนๆ ไปสัมผัสวัฒนธรรมทั้งเก่าและใหม่ของชาวโมร๊อกโก โดยเราจะเริ่มต้นและจบที่เมือง Casablanca เดินทางขึ้นเหนือไปเที่ยว Rabat และ Chefchaoeun “เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อกโก” ต่อจากนั้น เดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมือง Fes โดยระหว่างทางจะหยุดเที่ยวที่ Meknes และซากเมืองโรมัน Volubilis

การเดินทาง: ทริปนี้จะเน้นการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก เพื่อนๆสามารถเช่ารถขับเอง หรือจ้างคนขับรถส่วนตัวได้ เส้นทางและท้องถนนของทริปนี้เป็นถนนลาดยางตลอดสาย สำหรับคนที่ต้องการนั่งรถไฟ สามารถนั่งจากเมือง Fes ผ่านเมือง Meknes ไปยัง Rabat และ Casablanca ได้อย่างสะดวก

ไฮไลท์ของทริปนี้

  • ตะลึงกับความใหญ่โตอลังการของมัสยิด Hassan II Mosque
  • สัมผัสความสันโดษของ Chefchaouen เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อกโก
  • เดินหลงใน Fes เมืองเขาวงกตแห่งโมร๊อกโก
  • สำรวจ Volubilis ซากเมืองโรมันในทวีปแอฟริกา

ตารางการเดินทาง

วันไฮไลท์ค้างคืน
1เช้าที่ Casablanca บ่ายที่ RabatRabat
2ChefchaouenChefchaouen
3Volubilis และ MeknesFes
4FesFes
5กลับ Casablanca

วันที่ 1: เช้าที่ Casablanca บ่ายที่ Rabat

ใครมาถึงคาซาบลังก้าแล้ว ไม่ว่าจะมีเวลามากน้อยขนาดไหน สถานที่ที่พลาดไม่ได้ ก็คือ มัสยิดฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามและใหญ่โตแห่งหนึ่งของศาสนาอิสลาม ที่ได้มีการผสมผสานศิลปะพื้นเมืองของชาวโมร็อกโกไว้ได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเข้าชมด้านในได้ ตามเวลาที่ทางมัสยิดกำหนดไว้ 4-5 ครั้งต่อวัน

หลังจากนั้น เดินทางขึ้นเหนือไปยังกรุงราบัต (Rabat) เมืองหลวงของโมร๊อกโก ซึ่งอยู่ห่างจากคาซาบลังก้าแค่ประมาณ 1 ชม. กรุงราบัตเคยเป็นเมืองจักรพรรดิเมืองหนึ่ง ที่สำคัญเทียบเท่ากับเมืองเฟส (Fes) มาราเกช (Marakesh) และเม็คเนส (Meknes)

พอถึง เดินเที่ยวซากป้อมปราการโรมัน Chellah Necropolis และย่านเก่าแก่ Kasbah des Oudaias ซึ่งตั้งอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ต่อจากนั้นถ้ามีเวลา เดินไปเที่ยว Hassan Tower และ Mausoleum of Mohammed V

วันที่ 2: เชฟชาอูน (Chefchaouen)

เช้าขึ้น เดินทางต่อไปยัง Chefchaouen เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อคโก ตั้งอยู่บนเทือกเขาริฟ ขับรถใช้เวลาประมาณ 4 ชม. จากกรุงราบัต

เริ่มต้นการเดินเที่ยวเมืองเชฟชาอูน ณ ลาน Place Uta el-Hamam รอบๆ จะมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะแยะเต็มไปหมด เหมาะกับการนั่งจิบชาดูผู้คนทำมาหากิน แวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Kabash Museum ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าที่ถูกบูรณะให้เป็นพิพิธพันธ์ เก็บสะสมวัตถุโบราณ และงานศิลป์ท้องถิ่นของเมืองเชฟชาอูนไว้อย่างดี ถัดไปหน่อยเป็น Grand Mosque ซึ่งแม้แต่จะเข้าไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนมุสลิม ก็ยังคุ้มกับที่ได้เดินผ่านชมงานกระเบื้องหน้าประตูทางเข้าอันสวยงาม

เย็นๆ ถ้ามีเวลา เดินเล่นในเมดิน่า และย่าน Quartier Al-Andalus สัมผัสความสันโดษและเงียบสงบของเมือง หรือไม่ก็เดินขึ้นไปบนเนินเขาตามเส้นทางที่นำพาไป Spanish Mosque สีขาว (ใช้เวลาเดินประมาณ 20-30 นาที) เพื่อชมวิวพาโนรามิคของเมืองเชฟชาอูนกับพระอาทิตย์ตกดินอันสวยงาม

วันที่ 3: Volubilis และ Meknes

โบกมือลา Chefchaouen แล้วมุ่งหน้าไปยัง Fes ขับรถตรงใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างทางหยุดยืดเส้นยืดสายเดินสำรวจซากเมืองโวลูบิลิส Volubilis ซึ่งเป็นโบราณสถานโรมันที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดของโมร็อคโค สร้างขึ้งในช่วงปี พ.ศ. 583 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโมร็อคใน พ.ศ. 2540 

ต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงเมืองเมคเนส Meknes ซึ่งเป็นเคยเป็นเมืองหลวงของโมร๊อกโก ในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail) แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty) ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ

จุดเด่นของเมืองเมคเนส คือ กำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวถึง 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู พอถึงมุ่งหน้าไปชม ประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสดและกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด

หลังจากเดินเที่ยวประตูเมืองและในเมดิน่าของเมคเนสกันเรียบร้อยแล้ว เดินทางมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองเฟส (Fes) ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึงชั่วโมง ก่อนขับรถเข้าโรงแรมในเมือง แวะจอดลงดูความใหญ่โตของเมืองกันที่ Merenid Tombs เป็นเนินสูงที่สามารถมองเห็นวิวเมือง 360 องศา

วันที่ 4: เฟส (Fes)

เมืองเฟส (Fes) เป็นเมืองจักรพรรดิที่เก่าแก่ที่สุดของโมร็อกโก สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ อิดริส (Idrisid Dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของโมร็อกโก อยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ และมีแม่น้ำเฟสไหลผ่านกลางเมือง

ในปี ค.ศ. 789 สุลต่าน โมเลย์ อิดริส ที่ 1 (Moulay Idriss I) ได้สร้างส่วนหนึ่งของเมือง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเฟส ต่อมาปี ค.ศ. 808 พระโอรสที่ขึ้นปกครองต่อเป็นสุลต่านมูเลย์ อีดริสส์ที่ 2 (Moulay Idriss II) ได้สร้างส่วนของเมืองเพิ่มเติมบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเฟส เรียกว่า เอล อัลยา (El-Alya แปลว่า เมืองที่สูง) แต่ละส่วนของเมืองบนสองฝั่งจะมีกำแพงเมืองของตน

สถานที่ที่พลาดไม่ได้คือ Chouara Tannery โรงย้อมหนังชื่อดังของเมืองเฟส และสถานศึกษาอันเก่าแก่ของเมืองเฟส Al Attarine Madrasa ซึ่งด้านในมีงานกระเบื้องที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หลังจากนั้นเดินชมสินค้างานฝีมือตาม souks ทางด้านใต้ของเมดิน่า จนไปถึง Bab Bou Jeloud (Blue Gate) หรือประตูเมืองสีนำเงิน ที่อยู่ไม่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านของชาวโมร็อกโก Batha Museum ไปไม่มากนัก

วันที่ 5: เดินทางกลับ Casablanca

เช้าขึ้นถ้าใครไม่รีบร้อน เดินเที่ยวซุกส์ (souks) และย่านขายของงานฝีมือต่างๆ ในเมืองกันหน่อยก่อน ถ้านั่งรถออกมาชานเมือง จะมีโรงเรียนเพาะช่าง Mosaic & Potery Cooperative ซึ่งพอถึง เขาจะมีไกด์ของเขาเองออกมาต้อนรับ แล้วพาเดินดูช่างทำงานกระเบื้อง งานปั้นดินเผา และวาดจานให้เห็นกันสดๆ

ช่วงบ่ายๆ เดินทางกลับคาซาบลังก้า ก่อนขึ้นเครื่อง ไปนั่งใช้เศษเวลาที่เหลือจิบนำ้ชากินอะไรเล่นกันที่ Rick’s Café ด้านในของร้านคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้ ถูกตกแต่งให้คล้ายกับฉากในหนังคลาสสิค เรื่อง Casablanca (1942)

← หน้าหลัก: คู่มือเที่ยวโมร๊อกโก

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: