Press "Enter" to skip to content
Middle East Turkey

คัปปาโดเกีย: 10 สถานที่ท่องเที่ยว ในดินแดนแห่งเทพนิยาย


คัปปาโดเกีย (Cappadocia) ดินแดนที่มีภูมิประเทศราวหลุดมาจากเทพนิยาย เต็มไปด้วยหินรูปทรงแปลกตาที่เกิดจากการปะทุและทับถมของชั้นหินภูเขาไฟ แถมยังเปี่ยมไปด้วยตำนานเรื่องเล่าประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้มากมาย

วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวในดินแดนคัปปาโดเกีย ซึ่งสถานที่เหล่านี้ถือว่าเป็นจุดที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

Related PostFeb 28, 2020

1. Goreme Open Air Museum

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม (Goreme Open Air Museum) เป็นหนึ่งจุดท่องเที่ยวอันดับแรกๆ ในรายการเที่ยวของผู้ที่มาเยือนคัปปาโดเกีย ในบริเวณพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีโพลงถ้ำตามโขดหินที่ถูกดัดแปลงให้เป็นโบสถ์ และสถานที่หลบภัยของชาวคริสเตียนที่อพยพหนีทหารโรมัน ในช่วงศตวรรษที่ 10-12 ให้ได้สำรวจมากมาย

จุดไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ ภาพวาดจิตรกรรมบนฝาผนังและเพดานของโบสถ์ในโพรงถ้ำ ที่บันทึกความเป็นมาของพระเยซู และเรื่องราวความเชื่อต่างๆ ของศาสนาคริสต์

ภาพวาดเฟรสโก้บนเพดานของโบสถ์แอปเปิ้ล

โบสถ์ในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเมที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาด ได้แก่

  • โบสถ์แอปเปิ้ล (Apple Church)
  • โบสถ์เซนต์บาราบาร่า (St.Barbara Church)
  • โบสถ์งู (Snake Church)
  • โบสถ์แห่งความมืด (Dark Church)

แต่ละโบสถ์จะมีภาพวาดฝาผนังที่เล่าเรื่องแตกต่างกันออกไป ด้านหน้าทางเข้าของแต่ละโบสถ์จะมีป้ายอธิบายประวัติความเป็นของภาพวาดสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอ่านและเรียนรู้

2. Zelve Open Air Museum

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพิพิธภัณฑ์เกอเรเมไปเพียง 10 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Zelve แห่งนี้เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่เพื่อนๆ สามารถเดินสำรวจโพลงหินที่ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักอาศัย ห้องเก็บอาหาร และสถานที่ทำการทางศาสนา ได้อย่างใกล้ชิด

เล่ากันว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งพักอาศัยของกลุ่มชุมชนชาวคริสต์และชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ และเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในคัปปาโดเกีย

บริเวณพิพิธภัณฑ์ Zelve ถูกแบ่งเป็น 3 วัลเล่ย์ด้วยกัน พื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ ผมแนะนำให้เผื่อเวลาเดินสำรวจอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ถ้าเพื่อนๆ มีเวลาน้อย วัลเล่แรกให้มุ่งหน้าไปยัง โบสถ์ Geyikli Kilise (the Church with the Deer) ซึ่งด้านในมีจิตรกรรมภาพวาดฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ถัดมาในวัลเล่ย์ที่สอง คอยสังเกตล้อหินกับครกขนาดใหญ่ ที่คนท้องถิ่นใช้เป็นเครื่องมือสีข้าวในอดีต ล้อหินนี้ตั้งโชว์อยู่หน้าสุเหล่าใกล้ๆ กับทางเดินต่อไปยังเขตวัลเล่ย์ที่ 3

ในวัลเล่ย์ที่ 3 มีโบสถ์ Uzumlu Kilise (The Church with Grapes) และ Balikli Kilise (The Church with Fishes) ที่น่าเข้าไปดู เพราะมีภาพวาดบนฝาผนังเก่าแก่สวยงามให้เราได้ชมกัน

3. Kaymakli & Derinkuyu Underground City

นครใต้ดินไคมักลี (Kaymakli Underground City) เป็นเมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในคัปปาโดเกีย ถูกสร้างขึ้นโดยชาวคริสต์ในยุคแรกๆ เพื่อเป็นสถานที่หลบภัยจากทหารมองโกเลียที่บุกรุกเข้ามาในดินแดนอานาโตเลีย

เมืองใต้ดินไคมักลีมีทั้งหมด 8 ชั้น แต่ปัจจุบันเปิดให้คนภายนอกเข้าชมได้แค่ 4 ชั้น ด้านในเพื่อนๆ จะได้เห็นห้องเก็บอาหาร ห้องทำไวน์ ห้องพักอาศัย คอกสัตว์ โบสถ์ และระบบระบายอากาศที่ยอดเยี่ยม

อีกเมืองใต้ดินหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ คือ เมืองเดอรินกูยู (Derinkuyu Underground City) ซึ่งได้ซื่อว่าเป็นเมืองใต้ดินที่ลึกที่สุด (85 เมตร) ในดินแดนอานาโตเลีย ลักษณะแผนผังและการก่อสร้างจะคล้ายๆ กับนครใต้ดินไคมักลี

4. Ihlara Valley

อลาราวัลเลย์ (Ihalara Valley) เป็นพื้นที่ในหุบเขาลึก 100 เมตร ที่เขียวอุดมสมบูรณ์ เมื่อเดินทางไปถึงลานจอดรถ จะมีทางเดินให้เพื่อนๆ สามารถเดินลงไปสำรวจในวัลเลย์ได้ ทางเดินจะพาเดินเลาะแม่น้ำ (Melendiz River) ผ่านไร่องุ่น สวนต้นถั่วพิสตาชิโอ และซากโบสถ์เก่าแก่น่าสำรวจมากมาย

วัลเลย์แห่งนี้เหยียดยาวเป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร จากหมู่บ้าน Ihlara ไปยัง หมู่บ้าน Selime และมี 4 จุดทางเข้าด้วยกัน สำหรับเพื่อนๆ ที่ขับรถเที่ยวเอง แนะนำให้ไปจอดรถที่จุดทางเข้าที่ชื่อ Belisirma (จุดทางเข้า #3) ที่นั่นมีลานจอดรถใหญ่ ร้านอาหาร และไกด์ท้องถิ่นที่เราสามารถจ้างให้เขาพาเดินสำรวจวัลเลย์ได้ด้วย จุดไฮไลท์ของวัลเล่ย์แห่งนี้ ได้แก่

  • โบสถ์ Kokar Kilise (The Smelly Church)
  • โบสถ์ Purenli Seki Kilisesi (Church with the Terrace)
  • โบสถ์ Agacalti Kilise (Church under the Tree)
ภาพวาดฝาผนังในโบสถ์ Kokar Kilise (The Smelly Church)

โบสถ์ทั้ง 3 แห่งนี้ มีลักษณะภาพวาดฝาผนังและเพดานที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากที่เราเห็นตามโบสถ์อื่นๆ ในแคปปาโดเกีย ซึ่งสไตล์งานจิตมากรรมนั้น จะคล้ายคลึงกับที่เห็นในโบสถ์ของซีเรีย และโบสถ์คอปติกออร์โธดอกซ์ (Coptic Orthodox Church) ของอียิปต์

5. Uçhisar Castle

ปราสาทยูชิซาร์ (Uçhisar Castle) เป็นปราสาทในโพรงหินที่ตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดของพื้นที่คัปปาโดเกีย ดูไกลๆ มีลักษณะคล้ายรังปลวกที่ดูสวยงามและแปลกตา รอบๆ ปราสาทถูกห้อมล้อมไปด้วยบ้านผู้คน ร้านค้า และร้านอาหารที่เพื่อนๆ สามารถเข้าไปนั่งจิบชาเก็บบรรยากาศชมวิวปราสาทจากระยะไกลได้

วิวเมือง Uçhisar และปราสาทบนยอดเขา

ประสบการณ์ไฮไลท์ คือ การที่ได้เดินผ่านอุโมงค์เล็กๆ และขั้นบันไดกว่า 120 ขั้นที่เชื่อมต่อห้องต่างๆ ในโพลงหินเข้าด้วยกัน คล้ายๆ เขาวงกต เมื่อเดินขึ้นไปถึงบนยอดเขาเพื่อนๆ จะเห็นภูเขา Erciyes ปรากฏขึ้นลางๆ หลังย่านที่อยู่อาศัยและเลยออกไปถึงเส้นขอบฟ้า

6. Ortahisar Castle

ปราสาทหินออร์ตาฮิซาร์ (Ortahisar Castle) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ปราสาทกลาง (Middle Castle) เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่คัปปาโดเกีย ระหว่างเมือง Goreme Urgup และ Uchisar

ในยุคไบเซนไทน์ สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นหนึ่งป้อมปราการสำคัญเพื่อรับมือข้าศึก ร่วมกับอีกสองป้อมในภูมิภาค คือ Baskale Castle และ Uchisar Castle

ปัจจุบันได้มีการบูรณะให้คงสภาพสวยงาม และเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมไดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 เป็นต้นมา

7. Paşabağ Fairy Chimneys

พาชาบาก (Paşabağ) หรือที่รู้จักกันในนาม “Monks Valley” เป็นกลุ่มเสาหินรูปทรงกรวยที่มีลักษณะโดดเด่นคล้ายกับเห็ดยักษ์ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินท่ามกลางไร่องุ่น ซึ่งไร่องุ่นผืนนี้ในอดิตเป็นของนายพลท่านหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกเขาว่า “Pacha” (แปลว่า “นายพล” ในภาษาตุรกี) และเป็นที่มาของคำว่า Paşabağ หรือ Pacha’s vineyard นั้นเอง

ส่วนที่มาของชื่อเรียก “Monk’s Valley” นั้น เป็นตำนานที่เล่ากันว่า ในศตวรรษที่ 4 มีนักบุญคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ซีโมน (St Simeon) มาอาศัยอยู่อย่างสันโดษในโพรงถ้ำบนเสาหินแห่งนี้ ลือกันว่านักบุญท่านนี้ที่มีพลังวิเศษ จนเหล่าผู้คนท้องถิ่นแห่กันมาทำความเคารพ และเรียกสถานที่นี้ว่า “Monk’s Valley”

8. Devrent Valley

หุบเขาเดฟเรนท์วัลเล่ย์ (Devrent Valley) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “หุบเขาแห่งจินตนาการ” (Imaginary Valley) เนื่องจากในพื้นที่นี้มีโขดหินเล็กใหญ่ รูปทรงแปลกประหลาดอยู่เป็นจำนวนมากมาย ที่ชวนให้เพื่อนๆ ต้องใช้จินตนาการในการมอง แต่ถ้าได้ลงไปเดินสำรวจในวัลเล่ห์แล้ว จะสังเกตได้ว่าตามโขดหินนั้นจะไม่มีโพลงที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเหมือนกับในวัลเล่ย์อื่นๆ

หินรูปอูฐในหุบเขาเดฟเรนท์วัลเล่ย์

หินที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือ หินที่หน้าตาคล้ายอูฐหมอบ ซึ่งมีขนาดใหญ่คล้ายอูฐจริงๆ รวมถึงเสาหินรอบข้างที่มีลักษณะคล้ายรูปงู แมวน้ำ และปลาโลมา นอกจากนี้ยังมีเสาหินที่ดูคล้ายพระแม่มารีย์ (Virgin Mary) ที่กำลังอุ้มพระเยซูคริสต์ขณะที่ยังเป็นทารกอยู่ให้เห็นอีกด้วย

9. Avanos

อวานอส (Avanos) เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิค ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ Red River ห่างจากเมืองเกอเรเมเพียงแค่ 8 กิโลเมตร เพื่อนๆ ที่เช่ารถขับจากสนามบิน Kayseri Airport (ASR) สามารถแวะลงเดินเที่ยวหมู่บ้านเสร็จได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง ก่อนถึงเกอเรเม

พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเอวานอส (Güray Museum)

สถานที่น่าสนใจในหมู่บ้านอวานอส ได้แก่:

  • พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเอวานอส (Güray Museum)
  • พิพิธภัณฑ์เส้นผม (Chez Galip Museum)

ถ้าเพื่อนๆ มีเวลา สามารถแวะไปคุยกับนายช่างปั้นดินเผา Chez Galip ซึ่งเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เส้นผม (Chez Galip Museum) ตัวพิพิธภัณฑ์นั้นตั้งติดอยู่กับร้านขายงานดินเผาของเขาเลยด้วย

10. Caravanserais

คาราวานซาราย (Caravanserai) เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกสถานที่พักแรมระหว่างทางของกลุ่มพ่อค้าคาราวานที่เดินทางไปมาระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปตามเส้นทางสายไหม (silk road) ในสมัยคอนสตันไทน์

คาราวานซารายในเมือง Sultanhani

โครงสร้างของตึกคาราวานซารายโดยทั่วไปจะเป็นทรงสี่เหรี่ยม ด้านนอกจะเป็นกำแพงสูงใหญ่ล้อมรอบเพื่อป้องกันลมและฝน รวมทั้งพายุทะเลทรายที่รุนแรง และการปล้นสดมภ์ มีประตูทางเข้าออกบานใหญ่อยู่ด้านหน้า ด้านในเป็นลานสวนหย่อม มีบ่อน้ำพุ และห้องพักจัดเรียงอยู่รอบๆ สวนหย่อม

Be First to Comment

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *