Press "Enter" to skip to content

ขับรถเที่ยวเส้นประวัติศาสตร์ กุสโก-มาชูปิกชู

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือ เมือง Aguas Calientes (อะ-กัวส์ คา-เลียน-เตส์) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งลึกอยู่ในหุบเขา ติดทางขึ้นไปเยือนมาชูปิกชู (Machu Picchu) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องมาหยุดพักตั้งหลักกันที่นี่ ก่อนตีตั๋วขึ้นไปเที่ยวมาชูปิกชู

การเดินทางของเราเริ่มต้นที่เมืองกุสโก (Cusco) เราเหมารถทั้งวัน ขับเที่ยวไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง Ollantaytambo (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “Ollanta”) หลังจากนั้นเรานั่งรถไฟต่อไปยัง Aguas Calientes เมืองหน้าด่านมาชูปิกชู เราสามารถซื้อตั๋วขึ้นชมมาชูปิกชูได้จากที่นั่นเลย

ระหว่างทางเราหยุดพักเข้าห้องน้ำกันที่เมือง Pisac และทานอาหารเที่ยงที่ Urubamba

ตารางเวลา

8:00ขับรถออกจากเมืองกุสโก
หยุดเที่ยวซากปราสาทระหว่างทาง
11:00หยุดพัก/เดินเที่ยวเมือง Pisac
11:30ออกจาก Pisac
12:30หยุดทานเที่ยงที่ Urubamba
13:45ออกเดินทางต่อ
14:15ถึง Ollantaytambo
เดินเที่ยวเมือง Ollantaytambo
15:35รถไฟออกจาก Ollantaytambo
17:02รถไฟถึง Aguas Calientes

เส้น Cusco-Pisac จะมีซากปราสาทและป้อมปราการที่น่าหยุดเที่ยวมากมาย แต่หลังจากผ่าน Pisac ไปแล้ว จะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ถนนราบเรียบ คนเมารถหายห่วงได้เลย


นั่งรถเที่ยวจาก Cusco ไปยัง Ollanta

ปกติแล้วถ้าเราขับตรงจาก Cusco ไปยัง Ollantaytambo จะใช้เวลาแค่ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่เนื่องจากเราได้จ่ายเหมารถมาแล้วทั้งวัน ก็เลยกางแผนที่วางจุดเที่ยวตามเส้นทางเดินรถให้คุ้มกับที่ได้เหมารถมาทั้งวัน

คนขับรถมานั่งรอรับเราที่โรงแรมตั้งแต่ 7 โมงเช้า แต่กว่าเราจะได้เช็คเอ้าท์ ขนกระเป๋าขึ้นรถ และคุยกับคนขับเรื่องเส้นทางเดินทางกันเสร็จ ขับรถออกจากโรงแรมมาจริงๆ ก็ 8 โมงเช้าพอดี

พอขับไต่เขาขึ้นมานิดนึง ด้านขวามือจะมีลานกว้างให้จอดถ่ายรูปพาโนราม่าของเมือง Cusco ได้อย่างสวยงาม

ถัดไปหน่อยก็จะเห็นซากกำแพงเมืองที่ชื่อ Sacsayhuaman ซึ่งเป็นกำแพงที่ใหญ่ที่สุดในกุสโก (รูปด้านล่าง) ในช่วงที่ชาวสเปนเข้ามายึดครองเมือง หินจำนวนมากจากกำแพงเมืองนี้ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างโบสคาทอลิกในเมืองกุสโก

วิว Sacsayhuaman – หยุดถ่ายข้างทาง

พอขับผ่าน Sacsayhuaman เส้นทางก็เริ่มชันขึ้นทันที วิวสองข้างทางสวยอย่าบอกใคร มองไปตามเทือกเขาจะเห็นขั้นบันไดเป็นชั้นๆ เข้าใจว่าเคยเป็นลานที่ใช้ทำการเกษตรของชาวอินคาในสมัยก่อน

สลับกับทิวทัศน์ภูเขา ก็จะมีซากเมืองเก่าของชาวอินคาที่เราสามารถจอดรถแล้วลงไปเดินดูและถ่ายรูปกันได้ แต่ละแห่งจะมีไกด์ท้องถิ่นที่คอยยืนรอทักทายนักท่องเที่ยวอยู่ ถ้าจ้างไกด์ เค้าก็จะพาเดินดูตามจุดสำคัญๆ และเล่าถึงประวัติที่มาที่ไปของจุดนั้นๆ ให้เราฟัง ถ้าไม่อยากจ้างไกด์ก็สามารถเดินเองได้ ไม่มีปัญหาครับ แค่ต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าชม

พอขับถึงเมือง Pisac ก็จะมีตลาด Pisac Market ที่เราแวะเดินดูของกัน และ Pisac Ruins ซึ่งเป็นซากเมืองเก่าที่ถือว่าใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัยเทียบเท่ากับ Machu Picchu ได้เลยทีเดียว

ด้านหน้าของเมือง Pisac มีกำแพงภาพวาดสีที่แสดงเรื่องราวประวัติของเมือง ขับผ่านกำแพงไปอีกไม่เท่าไหร่ก็ถึงตลาด Pisac Market

ตั๋วเข้าชม Pisac Ruins ราคา 70 โซล์ ใช้ได้สองวัน และยังสามารถเอาไปใช้เป็นตั๋วเข้าดูซากเมือง Moray และ Ollantaytambo ได้ด้วย เราเลยซื้อตั๋วและจ้างไกด์ท้องถิ่นให้พาเดินชมเมือง Pisac — ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

หลังจากเที่ยวเมือง Pisac กันเสร็จเรียบร้อย ก็ขับยาวเลยครับ เส้นทางจากเมือง Pisac ไปยัง Ollantaytambo ค่อนข้างจะตรงและไม่มีอะไรให้หยุดดูมากนัก ตามข้างทางจะเห็นร้านอาหาร ปั้มนำ้มัน และร้านค้าขายนู่นนี่ไปตลอดทาง เราหยุดทานพักหาอะไรทานที่เมือง Urubamba

เส้นทางเรียบตรงมาก แต่มีตะเข้นอนขวางถนนไปตลอดทางเพื่อไม่ให้คนขับเร็ว

ร้านอาหารที่เราหยุดทานเที่ยงกัน ชื่อ Qanela Restaurante (โทร: +51 84-201373, เปิดทุกวัน 12:30-21:00) เป็นร้านอาหารเปรู จอดรถข้างถนน พอเดินเข้าไปด้านในเป็นชวนหย่อม หลังคาโปล่ง บรรยากาศดี

พอทานเสร็จก็ขับเข้าไปดูซากเมือง Moray แปบนึง จุดนี้ถ้าใครไม่มีเวลาก็ข้ามไปได้เลย เพราะมันค่อนข้างจะออกนอกลู่นอกทางไปซักนิด แนะนำให้ขับตรงไปเมือง Ollantaytambo เลย แล้วใช้เวลาเดินเที่ยวตลาดและซากเมืองเก่าที่ Ollantaytambo จะคุ้มค่ากับเวลากว่ากันเยอะครับ

วิวของซากเมืองเก่า Ollantaytambo จากด้านล่าง

ซากเมืองเก่า Ollantaytambo ตั้งอยู่บนเนินเขา ต้องใช้เวลาเดินกันมากพอสมควรถ้าจะเดินให้ครบ ชาวอินคาสร้างเมือง Ollantaytambo ขึ้นมามีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการชลประทานและเป็นศูนย์รวมชุมชนชาวเกษตรกรของอนาจักรอินคาเป็นหลัก

เล่ากันว่าในปี ค.ศ. 1532 ช่วงที่ทหารสเปนเข้ามาบุกรุกดินแดน กลุ่มนักรบชาวอินคาที่ต่อต้านแรงทหารสเปนไม่ไหวได้ร่นถอยมารวมตัวกันอยู่ที่เมือง Ollantaytambo นี้ แล้วใช้เมืองเป็นป้อมปราการที่ยื้อการเอาชนะของกองทัพสเปนไว้ได้นานที่สุด

ถ้ายืนอยู่ที่ซากเมือง Ollantaytambo แล้วมองไปยังเทือกเขาตรงกันข้าม จะเห็น store houses หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “qollqa” ที่ชาวอินคาสร้างไวเพื่อใช้เป็นห้องเก็บเผลิตผลการเกษตร

ส่วนตัวเมือง Ollantaytambo ปัจจุบันนั้น จะตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ในเมืองมีตลาดเล็กๆ ที่มีซุ้มน้ำขายกาแฟ น้ำดื่ม ผลไม้ และอาหารกินเล่นต่างๆ รวมไปถึงสินค้างานประดิษฐ์ที่ชาวบ้านแถวนั้นทำมาขายคนต่างชาติ

นักท่องเที่ยวที่เดินๆ อยู่ในเมือง ส่วนใหญ่ก็มารอขึ้นรถไฟไป Aguas Calientes กันทั้งนั้น ส่วนที่พัก ร้านอาหารดีๆ ก็มีไม่มาก เพราะคนไม่นิยมมาค้างคืนกันที่นี่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ


นั่งรถไฟจาก Ollanta ไป Aguas Calientes

เราจองตั๋วรอบสุดท้ายของวันที่เป็นตู้ Vistadome ซึ่งถ้าดูตามตารางเวลา รถไฟจะออกจาก Ollantaytambo ตอน 15:37 น. แล้วไปถึงที่ Aguas Calientes ประมาณ 5 โมงเย็ง

รถไฟมาถึงสถานีบ่าย 3 โมงเป๊งเลย มาจอดรออยู่เป็นครึ่งชั่วโมงก่อนจะให้ผู้โดยสารทยอยขึ้นไปนั่งกัน รถไฟที่นี่ค่อนข้างตรงเวลา

รถไฟตู้ Vistadome เป็นตู้หลังคากระจก สามารถนั่งดูวิวภูเขาป่าไม้ลำธารได้ไปตลอดทาง ผู้โดยสารทุกคนมีที่นั่งของตัวเอง ไม่มีคนมายืนถ่ายรูปบังวิวกันทั้งนั้น เก้าอี้ใหญ่หนานุ่มนั่งสบายมาก ระหว่างทางมีอาหารกินเล่นให้ด้วย

พอถึง Aguas Calientes เราก็เดินออกจากสถานีรถไฟผ่านตลาดงานฝีมือเล็กๆ (Handicraft Market) ตลาดนี้ตั้งติดอยู่กับสถานีรถไฟและปิดดึกพอสมควร สามารถเดินกลับมาซื้อของหลังอาหารเย็นก็ได้สบายๆ ต่อราคาได้ครับที่นี่

พอเราเดินข้ามสะพานอิฐเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของตลาดไปหน่อย ก็จะเห็นโรงแรม ร้านอาหาร อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ร้านกาแฟ และร้านค้าต่างๆ เต็มตลอดข้างทาง

ร้านอาหารในเมืองก็มีหลากประเภทหลายระดับด้วยกัน มีทั้งเป็นร้านตึกแถวเล็กๆ หรือจะเป็นภัตตาคารหรูติดแอร์ก็มี แล้วแต่ชอบเลยครับ ที่รู้ๆ คือไม่อดตายแน่นอน

ถ้าใครอยากนั่งร้านดีๆ มีแอร์ เราแนะนำ 2 ร้านนี้ นั่งสบายและอาหารรสชาติถูกปากคนไทยดีครับ: 1. Incontri del Pueblo Viejo (reviews) และ 2. Restaurant Indio Feliz (reviews) ทั้งสองร้านเสริฟอาหารท้องถิ่น และก็มีเป็นพวกพิซซ่า เบอร์เกอร์ สเต๊ก พาสตาด้วย สำหรับคนที่เบื่อข้าวกับถั่ว

เนื่องจากมีเวลาจำกัด เราเลยนอนค้างที่ Aguas Calientes แค่คืนเดียว พอวันรุ่งขึ้นก็มารอขึ้นรถบัสตั้งแต่ตีห้า ที่จะพาเราไต่เขาซิกแซ็กตามถนนขึ้นไปจนถึงทางเข้ามาชูปิกชู เข้าไปนี่ไม่มีคนเลยครับ ดีจริงๆ คุ้มกับที่แหกขี้ตาตื่นมายืนรอรถหน่อย คนเริ่มทยอยมากันมากขึ้นตอนสายๆ (8-9am) ช่วงที่แน่นที่สุดคือระหว่างเวลา 11am ถึง 3pm

หลังจากเดินเที่ยวมาชูปิกชูกันจนหนำใจ ก็ถึงเวลาที่ต้องนั่งรถบัสกลับ แล้วขึ้นรถไฟออกจาก Aguas Calientes – คืนนั้นเราเดินทางต่อไปยังเมือง Puno เพื่อเที่ยวทะเลสาป Lake Titicaca กันต่อ

เพื่อนๆ คนไหนอยากดูรูปหรืออ่านข้อมูลเกี่ยวกับมาชูปิกชู: http://manotat.com/machu-picchu-gallery


ก่อนออกเดินทางต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ก่อนออกเดินทางไปยังเมืองกุสโก เราแนะนำให้ อย่างน้อย จองตั๋วรถไฟ และที่พักใน Aguas Calientes ไว้ก่อนล่วงหน้านะครับ ยิ่งถ้าเป็นช่วง high season แล้วล่ะก็ อาจจะต้องหาจองล่วงหน้าไว้เป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

1. จองตั๋วรถไฟจาก PeruRail.com – การจองตั๋วรถไฟก็ไม่ยากครับ สามารถจองผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ http://www.perurail.com พอเลือกวันที่เดินทาง เลือกเส้นทาง (Ollantaytambo – Machu Pichu) มันก็จะมีให้เลือกประเภทของตู้รถไฟ ตามตารางเวลา ประเภทของตู้ก็จะมีอยู่ 3 ประเภทให้เลือก: 1. Expedition – ตู้รถไฟปกติ นั่งสบายๆ ราคาไม่แพง 2. Vistadome – หลังคาเป็นกระจก นั่งไปดูวิวไปได้ และ 3. Belmond Hiram Bingham – ที่นั่งเป็นเลานจ์อย่างหรู

เราจองตู้ Vista Dome ที่ออกรอบสุดท้ายของวันจะได้มีเวลาเที่ยวระหว่างทาง Cusco-Ollanta เยอะหน่อย  อย่าลืมกระชับเรื่องเวลากับคนขับแท็คซี่นะครับ รถไฟที่นี่ค่อนข้างตรงเวลาพอสมควร

2. จองที่พักในเมือง Aguas Calientes – ถ้าใครจองตั๋วรถไฟรอบสุดท้ายเหมือนกับเรา กว่าจะถึง Aguas Calientes ก็เย็นแล้ว แนะนำให้จองที่พักไว้ล่วงหน้านะครับ อีกอย่าง เมืองนี้เป็นเมืองที่ค่อนข้างเล็ก และเป็นเมืองๆ เดียวที่นักท่องเที่ยวต้องมานอนค้างคืนเพื่อขึ้น Machu Picchu – ถ้าใครอยากได้ที่พักดีๆ ก็ต้องจองล่วงหน้ากันหลายเดือนหน่อยนะครับ

3. จองที่พักในเมือง Cusco – อันนี้แล้วแต่สไตล์การเที่ยวของแต่ละคน บางคนชอบเดินทางมาให้ถึงก่อน แล้วค่อยมาเดินหาที่พัก กุสโกเป็นเมืองใหญ่และมีที่พักรองรับนักเที่ยวได้เยอะจนหายห่วงเรื่องที่ว่าจะไม่มีที่พักได้เลย แต่ถ้าอยากพักที่ดีๆ ราคาไม่เว่อร์มาก ก็แนะนำให้หาและจองล่วงหน้าเช่นกันครับ


ถึงแล้วอย่าลืมปั๊ม passport ไว้เป็นที่ละลึกนะคับ

ปีที่เราไปครบรอบ 100 ปีพอดี ได้ปั๊มพิเศษ อิอิ

Be First to Comment

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    error: