Press "Enter" to skip to content

ทะเลทราย 10 แห่ง ที่สวยจนน่าทึ่ง

ทริปนี้ผมอยากพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับทะเลทราย 10 แห่งจากรอบโลก ที่ในสายตาของผมนั้น มีความสวยงามไม่น้อยไปกว่าป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำตก หรือภูเขาที่สวยๆ เลยแม้แต่น้อย แถมทะเลทรายเหล่านี้ยังมีเอกลักษณ์และประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่งมากเลยทีเดียว

1. Atacama Desert (ประเทศชิลี)

ทะเลทรายอาตากามา (Atacama Desert) เป็นพื้นที่ทะเลทรายในทวิปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาแอนดีส กินอาณาบริเวณจากทางตอนใต้ของประเทศเปรูไปจนถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศชิลี

ทะเลทรายแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ราว 180,000 ตารางกิโลเมตร (ซึ่งมีเนื้อที่เท่าๆ กับประเทศอังกฤษเลยทีเดียว) มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 610 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถูกจัดให้เป็นที่ที่แห้งแล้งที่สุด และร้อนที่สุดในโลก โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียง 1 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น

พื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลทรายอาตากาม่าเป็นทราย แอ่งเกลือ รวมไปถึงหินลาวาเฟลสิก (felsic lava) โดยมี “แอ่งเกลือแห่งทะเลทรายอะตากาม่า” (Salar de Atacama) แอ่งเกลือที่ใหญ่ที่สุดในชิลีเป็นไฮไลท์สำคัญ และ พื้นที่บางส่วนของแอ่งเกลือนี้ เป็นที่ตั้งของ “เขตสงวนนกฟลามิงโก” (Los Flamencos National Reser) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนกฟลามิงโกสายพันธุ์แอนเดียน (Andean flamingos)

2. Sahara Desert (ทวีปแอฟริกา)

“ทะเลทรายซาฮาร่า” เมื่อได้ยินชื่อนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะนอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลกแล้ว ยังมีพื้นที่ใหญ่กว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร (มากกว่าพื้นที่ประเทศไทย 18 เท่า) ปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา (จาก โมรอกโก ตลอดไปจนถึง อียิปต์) สภาพโดยทั่วไปของทะเลทรายซาฮาร่า จะมีเนินทรายสูงบ้างต่ำบ้างลดหลั่นกันไป และเปลี่ยนรูปทรงได้ตามทิศทางลม

เหล่านักธรณีวิทยาเชื่อว่า เมื่อ 11,000-4,000 ปีก่อน ทะเลทรายซาฮาร่าเคยเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย และเป็นที่พักของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และการเพาะปลูกธัญพืชต่างๆ มากมาย

จนกระทั่งโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับการเอียงของแกนโลกจาก 24.14 องศาเป็น 23.45 องศา ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และมรสุมไม่อาจเดินทางมายังซาฮาราได้ดังเดิม จึงนำมาสู่ถึงความแห้งแล้งอย่างในปัจจุบัน

การเดินทาง: สะดวกที่สุดคือบินไปตั้งหลักที่เมืองมาราเกซ (Marrakesh) ประเทศโมรอคโก แล้วหาทัวร์พานั่งรถไปเที่ยวทะเลทราย ขี่อูฐ กางเต็นท์นอนค้างคืนในซาฮารา 1 คืน — ถ้ามีเวลา ผมแนะนำให้หาทัวร์ที่พาขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง Fes เลย ใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน | คู่มือเที่ยวโมรอคโค

3. Namib Desert (ประเทศนามิเบีย)

ทะเลทรายนามิบ (Namib Desert) ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งประเทศนามิเบีย เป็นทะเลทรายเก่าแก่ที่สุดในโลก (43 ล้านปี) ทอดตัวยาวแนบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก มีความยาวราว 2,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ตอนกลางของประเทศแองโกลา ไปตลอดจนสุดที่แม่น้ำออเรนจ์ ซึ่งเป็นเขตพรมแดนระหว่างประเทศนามิเบียกับประเทศแอฟริกาใต้

พื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลทรายนามิบจะเป็นที่ราบและมีเนินทรายสูงต่ำเป็นจุดๆ โดยมี “อุทยานแห่งชาตินามิบ-น็อคลัฟท์” (Namib-Naukluft National Park) เป็นไฮไลท์ เพื่อนๆ สามารถขับรถ 4WD เข้าไปส่องดูสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้ได้ และมีเนินทรายที่สูงที่สุดในโลกตั้งอยู่แถบพื้นที่ Sossusvlei ของทะเลทรายให้เพื่อนได้ไปปินเล่นอีกด้วย

4. Wadi Rum (ประเทศจอร์แดน)

ทะเลทรายวาดิรัม เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศจอร์แดน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเที่ยวควบคู่ไปกับนครเพตรา เนื่องจากสองที่นี้ตั้งอยู่ห่างกันแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง แถมทะเลทรายวาดิรัมยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ขับรถ 4WD ไปหยุดเดินชมจุดสำคัญต่างๆ ในทะเลทราย ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตก และกางเต้นท์นอนดูดาว

การเดินทาง: ทะเลทรายวาดิรัมตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดน เพื่อนๆ สามารถนั่งรถจากกรุงอัมมาน (Amman) ตรงถึงวาดิรัมได้ภายใน 3-4 ชม. ถ้านั่งรถ local bus ให้นั่งไปลงป้าย Rum Village (map) ซึ่งเป็นจุดที่ไกด์ทัวร์ส่วนใหญ่นัดเจอกับลูกทัวร์ | คู่มือเที่ยวจอร์แดน

5. Mojave Desert (แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

ทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert) ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในทวีปอเมริการเหนือ ซึ่งตั้งกินพื้นที่รอยต่อของรัฐแคลิฟอร์เนีย กับ รัฐเนวาดา มีพื้นที่ทั้งหมดราวๆ 124,000 ตารางกิโลเมตร นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาเดิน trekking หรือกางเต้นนอน ดื่มด่ำความงามของดอกไม้ป่าที่ขึ้นผลิอยู่เต็มทะเลทรายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.)

6. Gobi Desert (ประเทศมองโกเลีย)

ทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) เป็นทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวิปเอเซีย และใหญ่เป็นอันดับ 3 ในโลก รองจากทะเลทรายซาฮาล่า และทะเลทรายอาหรับ โดยมีเทือกเขาหิมาลัย (Himalaya) เป็นตัวขวางกันเมฆฝน และความชื้นที่จะมายังทะเลทรายโกบี

สภาพอากาศโดยทั่วไป ในฤดูร้อนจะร้อนแห้งและมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25°C ในฤดูหนาวจะมีฝนและหนาวถึงประมาณ -4°C ช่วงที่เหมาะกับการมาเที่ยวมากที่สุดคือ เดือน มี.ค.-มิ.ย. นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะทำกิจกรรมนั่งอูฐเที่ยวตามจุดสำคัญต่างๆ และ นอนค้างคืนในเยิร์ท (yurt) กลางทะเลทราย

การเดินทาง: เริ่มต้นที่เมืองอูลานบาตาร์ (Ulaanbaatar) เมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย ที่นั่นเพื่อนๆ สามารถหาทัวร์นั่งรถไปเที่ยวทะเลทรายโกบีได้อย่างสบายๆ มีหลายทัวร์หลายแบบหลากสไตล์ให้เลือกมากมาย

7. Great Sandy Desert & Uluru (ประเทศออสเตรเลีย)

ทะเลทรายเกรตแซนดี (Great Sandy Desert) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากทะเลทรายเกรทวิคตอเรีย (Great Victoria Desert) โดยมีอุทยานแห่งชาติอูลูรู-คาตา ทจูทา (Uluru-Kata Tjuta National Park) ที่มีโขดหินอูลูรู เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

กิจกรรมหลักๆ ในอุทยานแห่งนี้ ก็จะเป็นการเดินป่า เดินเขา ตามเส้นทางที่พาชมความงดงามของดอกไม้พื้นเมือง และสัตว์ท้องถิ่น ไปจนถึงใจกลางของอูลูรู ต่อด้วยการกางเต้นนอนค้างคืนดูดาวอยู่ในนั้นหนึ่งคืน

8. Salar de Uyuni (ประเทศโบลิเวีย)

ซาลาร์ เด อูยูนี (Sala de Uyni) เป็นทะเลทรายเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอาณาเขตมากถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวีย เพื่อนๆ สามารถขับรถเข้าไปสัมผัสความกว้างใหญ่ไพศาลของพื้นที่ราบทะเลทรายเกลือแห่งนี้ด้วยตนเอง

เมื่อฝนตกน้ำขัง มวลทรายจะถูกปกคลุมไปด้วยผืนน้ำ เกิดปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ เปรียบได้กับกระจกบานใหญ่ส่องสะท้อนลงมาจากฟากฟ้า สีขาวละลานตาของเม็ดเกลือตัดกับสีฟ้าใสของนภา เป็นภาพสวยงามจับตาจับใจ

9. Western Desert of Egypt (ประเทศอียิปต์)

ทะเลทรายเวสเทิร์น ตั้งอยู่ทางตอนตะวันตกของประเทศอียิปต์และแม่น้ำไนล์ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของทะเลทรายซาฮาร่า ที่มีลักษณะเป็นที่ราบเรียบ เต็มไปด้วยหินก้อนเล็กและใหญ่ สภาพของทรายในบริเวณนี้ ค่อนข้างแน่น ไม่ร่วนเหมือนทรายในส่วนอื่นของซาฮาร่า

Left: White Desert | Right: Black Desert

สองจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวในทะเลทรายเวสเทิร์น คือ 1. พื้นที่ทะเลทรายขาว (White Desert) ที่มีหินสีขาวรูปร่างแปลกประหลาด เล็กใหญ่ มากมาย และ 2. พื่นที่ทะเลทรายดำ (Black Desert) ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยถ่านหินสีดำ และเชื่อกันว่าภูเขาเหล่านี้เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน

การเดินทาง: ส่วนใหญ่จะเป็น 4WD ทัวร์ โดยเริ่มต้นจากเมืองไคโร (Cairo) หรือไม่ก็ลักซอร์ (Luxor) ทัวร์ใช้เวลาอย่างน้อย 2 คืน โดยจะมีการกางเต้นนอนกลางทะเลทรายเป็นกิจกรรมหลักของทัวร์

10. The Antarctica (ทวีปแอนตาร์กติก)

ทวีปแอนตาร์กติก (The Antartica) ตั้งอยู่ขั้วโลกใต้ เป็นทวีปที่หนาวที่สุด แห้งแล้งที่สุด และลมแรงที่สุดในโลก ซึ่งจัดได้ว่าเป็นทะเลทรายอีกแห่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ทะเลทรายอื่นๆ เลยทีเดียว

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวก็มี การพายเรือคายัคไปส่องสัตว์ต่างๆ (เช่น ปลาวาฬ และ นก) ไปทัวร์เรือโซดิแอคยอดฮิต (Zodiac Boat Tour) ที่พาเพื่อนๆ ล่องดูภูเขาน้ำแข็ง ชมปลาวาฬ และแมวน้ำเสือดาว และที่พลาดไม่ได้ก็คือ การเดินทางไปยังเกาะสโนว์ฮิลล์ (Snow Hill Island) เพื่อได้ลงไปเดินเล่น และสัมผัสกับชุมชนเพนกวินแห่งขั้วโลกใต้อย่างใกล้ชิด

การเดินทาง: มีหลายเส้นทางครับ — เพื่อนๆ สามารถเลือกที่จะบินไปตั้งหลักที่ 1. เมืองปุนตาอาเรนัส (Punta Arenas) ประเทศชิลี 2. เมืองอูซัวย่า (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา 3. เมืองอินเวอร์คาร์กิลล์ (Invercargill) ประเทศนิวซีแลนด์ หรือไม่ก็ 4. เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองเหล่านี้จะมีเรือ cruise หรือไม่ก็เที่ยวบิน ไปขั้วโลกใต้

ทางเลือกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ (90%) ไปกัน คือ บินจากไทยไปลงเมืองอูซัวย่า (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา แล้วล่องเรือ cruise ต่อไปยังขั้วโลกใต้

Be First to Comment

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    error: